About rorthai


เรา​จะ​ไม่​สน​ทนา​กับ​พวก​ท่าน​นาน​อย่าง​นี้​อีก เพราะ​ว่า​ผู้​ครอง​โลก​กำ​ลัง​จะ​มา ผู้นั้นไม่มีสิ่งใดอยู่ในเรา (ยอห์น 14:30)

ถ้าพวกวิญญาณชั่วมีโอกาสหรือป้อมปราการแล้วก็อาจก่อกวน มีอิทธิพล และแม้แต่ทรมานคริสเตียน อัครทูตเปาโลสอนเราว่า “อย่า​ให้​ [แบบนั้น] พื้นที่หรือป้อมปราการแก่​มาร [อย่าให้โอกาสแก่มัน]” (เอเฟซัส 4:27 ฉบับ AMPC)

ยกตัวอย่างของคริสเตียนบางคนที่ประสบกับสิ่งที่ดูเหมือนฝันร้าย แต่จริงๆแล้วมีประสบการณ์ที่เป็นจริงมากกว่าแค่ความฝัน ในบางกรณีอาจมีประสบการณ์กับบุคคลที่โหดร้าย บุคคลนั้นอาจกำลังอธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่สถานการณ์นั้นก็ยังคงเกิดขึ้น

หลายครั้งนั่นเป็นเพราะว่าซาตานพยายามรักษาการเชื่อมโยงระหว่างมันกับบุคคลเช่นนั้นโดยการหว่านบางสิ่งไว้ในหัวใจของพวกเขา เช่น ความคิด ความคิดที่ไม่สะอาดตราบใดที่ผู้คนเหล่านี้ยังคงให้ที่พักและบ่มเพาะความคิดเหล่านั้นที่มาจากซาตาน ก็จะมีการเชื่อมโยงเกิดขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าเมื่อพวกเขาทำให้มันกลัวด้วยพระนามของพระเยซู ตราบใดที่ความคิดของมันยังคงอยู่ในหัวใจของพวกเขา มันก็ยังคงรักษาการเชื่อมโยงของมันและกลับมาเรื่อยๆ

บางทีอาจเป็นความกลัว มันปลูกความกลัว และด้วยการเชื่อมโยงนั้นมันก็กลับมาเรื่อยๆ เมื่อคุณอธิษฐานและขนาบมัน เนื่องจากสิ่งที่มันเก็บไว้ในตัวคุณ ซึ่งคุณช่วยมันเก็บรักษาไว้โดยที่ไม่รู้ตัวมันจึงกลับมาเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณต้องไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับซาตานในตัวคุณเหมือนพระเยซู พระองค์ (พระเยซู) ได้กล่าวไว้ในข้อพระคัมภีร์หลักของเราว่า “…เพราะว่าผู้ครองโลกกำลังจะมา ผู้นั้นไม่มีสิ่งใดอยู่ในเรา”

จงทำให้หัวใจของคุณเป็นอิสระจากสิ่งที่เป็นของมารเสมอ จงปฏิเสธที่จะให้ที่พักแก่ความกลัว ความโกรธ ความขุ่นเคือง ความขมขื่น และการไม่ให้อภัย ให้ความรักครอบครองในหัวใจของคุณ อย่าปล่อยให้ความกลัวยึดคุณไว้โดยไม่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ พระเยซูตรัสว่า “เรา​เห็น​ซา​ตาน​ตก​จาก​ฟ้า​เหมือน​ฟ้า​แลบ” (ลูกา 10:18) อย่ากลัวมันเลย เพราะว่าเป็นศัตรูที่พ่ายแพ้ไปแล้ว และไม่มีสิทธิอำนาจใดๆ เหนือคุณ

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

ฉันเป็นความชอบธรรมของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ และฉันมีความสว่างของชีวิต ไม่มีความมืดในตัวฉันเลย โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าซึ่งฉันได้รับการชำระให้สะอาดและบริสุทธิ์อยู่เสมอ ซาตานไม่มีที่อยู่ในตัวฉัน มันไม่มีสิ่งใดในชีวิตของฉัน และฉันปกครองเหนือมัน ในพระนามของพระเยซูเจ้า! อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม:เอเฟซัส 4:27; กาลาเทีย 5:16; ยากอบ 4:7; 1 ยอห์น 4:4


ลูก​ของ​ข้าพ​เจ้า​เอ๋ย ข้าพ​เจ้า​เขียน​ข้อ​ความ​เหล่า​นี้​ถึง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ไม่​ทำ​บาป และ​ถ้า​ใคร​ทำ​บาป เรา​ก็​มี​ผู้​ช่วย​ทูล​ขอ​พระ​บิดา​เพื่อ​เรา คือ​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เที่ยง​ธรรม​นั้น (1 ยอห์น 2:1)

1 ยอห์น 3:9 กล่าวว่า ​ผู้ที่​เกิด​จาก​พระเจ้า​ไม่​ทำ​บาป...” บางคนเข้าใจสิ่งนี้ผิดและวิ่งออกไปด้วยความคิดที่ผิดว่าไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็ล้วนแต่ถูกต้อง เพราะในฐานะคริสเตียนพวกเขาไม่สามารถทำบาปได้ ใช่ ความบาปไม่ได้มีอำนาจบังคับคริสเตียน แต่เราไม่ได้ตัดสินความชอบธรรมจากสิ่งที่คริสเตียนทำ เราตัดสินความชอบธรรมด้วยแสงสว่างของพระคริสต์และพระคำของพระองค์

พระคัมภีร์พูดถึงการเดินในความสว่างเหมือน​อย่าง​ที่​พระ​องค์​สถิต​ใน​ความ​สว่าง (1 ยอห์น 1:7) การกระทำของคุณสอดคล้องกับความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างไร? นั่นคือวิธีที่คุณแยกสิ่งที่ถูกออกจากสิ่งที่ผิด ถ้าคุณป่าวประกาศว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ล้วนแต่ถูกต้อง นั่นทำให้คุณเป็นมาตรฐานของความถูกต้องและความชอบธรรม แต่คุณไม่ใช่มาตรฐานของความชอบธรรม

ยกตัวอย่างเช่น เราอ่านใน 1 โครินธ์ 2:16 ว่า “…​เรา​ก็​มี​พระ​ทัย​ของ​พระ​คริสต์” นี่ไม่ได้หมายความว่าความคิดทุกอย่างในหัวใจของคุณนั้นถูกต้อง ใช่ เรามีความชอบธรรมของพระเจ้า แต่พระองค์บอกเราใน โรม 12:2 ว่า “อย่า​ลอก​เลียน​แบบ​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยน​แปลง​จิต​ใจ” แม้ว่าคุณจะบังเกิดใหม่แล้ว แต่จิตใจของคุณก็ยังต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง

ให้เรามาดูข้อพระคัมภีร์หลักของเราอีกครั้ง ซึ่งกล่าวว่า “ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายเพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป” ถ้าเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำบาป เขาก็คงไม่พูดว่า “ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายเพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป” แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็บอกให้คุณรู้ว่าบาปไม่ได้มีอำนาจบังคับ นั่นคือคุณไม่ต้องทำบาป นั่นคือเหตุผลของประโยคถัดไปที่กล่าวว่า “​ถ้า​ใคร​ทำ​บาป” แทนที่จะพูดว่า “เมื่อบางคนทำบาป” เขากล่าวอย่างสมดุล

อย่าไปจากความสุดโต่งของ “เราต้องทำบาปเตราบใดที่เรายังอยู่ในเนื้อหนังนี้” ไปสู่ความสุดโต่งของ “สิ่งที่ฉันทำล้วนแต่ถูกต้อง” ไม่! การกระทำ ความคิด พฤติกรรม การตอบสนองและปฏิกิริยาของคุณจะต้องสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า กับความชอบธรรมของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นมาตรฐานของความชอบธรรม ฮาเลลูยา!

คำอธิษฐาน

พระบิดาที่รัก ขอบพระคุณสำหรับพระคุณของพระองค์และฤทธิ์อำนาจแห่งความชอบธรรมของพระองค์ที่กำลังทำงานอยู่ของข้าพระองค์! ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระจากความบาปและจิตสำนึกว่าตนบาปด้วยการผลิตผลแห่งความชอบธรรมและการงานที่ดี ด้วยการสำแดงความรักของพระคริสต์ในทุกวันนี้และตลอดไป ในพระนามพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม:โรม 6:1-2; 1 ยอห์น 2:29; อิสยาห์ 64:6


จง​ชื่น​บาน​อยู่​เสมอ (1 เธสะโลนิกา 5:16 ฉบับ NIV)

เมื่อวานผ่านไปแล้ว และวันพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง แต่วันนี้เป็นของคุณเพื่อให้คุณใช้ ดังนั้นจงทำวันนี้ให้ดีที่สุดและจงชื่นชมยินดี อย่าดำเนินชีวิตในความเสียใจของเมื่อวานนี้หรือกลัวความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้ ความเสียใจของเมื่อวานนี้และความกลัววันพรุ่งนี้เป็นศัตรูของความสุขของวันนี้ พระเจ้าต้องการให้คุณชื่นชมยินดีในวันนี้! ข้อพระคัมภีร์หลักของเราบอกว่า “จงชื่นบานอยู่เสมอ” สิ่งนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับเมื่อวานนี้หรือเลื่อนออกไปเป็นวันพรุ่งนี้ได้ มันมีขึ้นสำหรับตอนนี้ ไม่ว่าบางคนจะปฏิบัติต่อคุณดีหรือไม่ก็ตาม ก็จงชื่นชมยินดีเหมือนกัน

มันไม่สำคัญว่าคนที่คุณคิดว่าสามารถช่วยคุณได้จะหันหลังให้กับคุณ ก็จงชื่นชมยินดีต่อไป สุดท้ายแล้วพระเจ้าก็ไม่เคยบอกให้คุณไว้วางใจในมนุษย์อยู่ดี (สดุดี 118:8-9) ไม่ว่าจะมีเงินในบัญชีธนาคารของคุณหรือไม่ ถ้าคุณอนุญาตให้สถานการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวคุณ หรือการกระทำของคนอื่นเป็นตัวกำหนดความชื่นชมยินดีของคุณ คุณก็ไม่ได้กำลังปฏิบัติตามพระคำ จงระลึกว่าพระพรเป็นของผู้ที่ทำหรือปฏิบัติตามพระคำของพระเจ้า (ยากอบ 1:22-25) พระคำกล่าวจง​ชื่น​บาน​อยู่​เสมอ (1 สะโลนิกา 5:16) ดังนั้นจงลงมือทำ

จงตัดสินใจว่าจะไม่มีอะไรที่จะเอาความชื่นชมยินดีของคุณไปได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจ นี่เป็นความร่วมมือระหว่างคุณกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์บอกคุณว่าต้องทำอะไร แต่คุณต้องตัดสินใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ถ้าคุณพูดว่า “ฉันจะมีความชื่นชมยินดีเสมออย่างที่พระคำของพระเจ้าบอกโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์” พระองค์ก็จะช่วยคุณให้ทำได้

ใช่ การเป็นคริสเตียนนั้นมีการท้าทาย แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสใน ยากอบ 1:2 ว่า “เมื่อ​พวก​ท่าน​พบ​กับ​การ​ทด​ลอง​ใจ​ต่างๆ ก็​จง​ถือ​ว่า​เป็น​เรื่อง​น่า​ยินดี​ยิ่ง” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “จงชื่นชมยินดี!” สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความท้าทายที่คุณต้องเผชิญ แต่คือการตอบสนองของคุณต่อสิ่งเหล่านั้น คุณเกิดมาเป็นผู้ชนะและเป็นผู้มีชัย ไม่มีสิ่งใดในชีวิตนี้ที่จะทำร้ายคุณหรือทำให้คุณเป็นเหยื่อได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า “แต่​ว่า​ใน​เหตุ​การณ์​ทั้ง​หมด​นี้ เรา​เป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต” (โรม 8:37) ฮาเลลูยา!

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

ชีวิตของฉันเป็นหีบห่อของความชื่นชมยินดีและความสุข เพราะว่าความชื่นชมยินดีขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือกำลังของฉัน! โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ ฉันยังคงร่าเริงและอึกทึกไปด้วยการสรรเสริญ ด้วยการรู้ว่าฉันดึงเอาความเจริญรุ่งเรือง สันติสุข ความสำเร็จ สุขภาพ และพระพรอื่นๆ ออกมาจากส่วนลึกภายในตัวฉัน ขอพระสิริจงมีแด่พระเจ้า

ศึกษาเพิ่มเติม:ฟีลิปปี 4:4; อิสยาห์ 12:3;  โรม 14:17 


เพราะ​เรา​ไม่​ได้​ต่อ​สู้​กับ​เนื้อ​หนัง​และ​เลือด แต่​ต่อ​สู้​กับ​พวก​ภูต​ผี​ที่​ครอบ​ครองพวก​ภูต​ผี​ที่​มี​อำ​นาจ พวก​ภูต​ผี​ที่​ครอง​พิภพ​ใน​ยุค​มืด​นี้ ต่อ​สู้​กับ​พวก​วิญ​ญาณ​ชั่ว​ใน​สวรรค​สถาน (เอเฟซัส 6:12)

มีคนที่ชอบทำให้ตัวเองเชื่อว่าพวกวิญญาณชั่วนั้นไม่มีอยู่จริง นั่นคือพวกมันเป็นแค่จินตนาการที่เราคิดขึ้นมาเอง แต่พวกเขาคิดผิด! พวกวิญญาณชั่วนั้นมีจริง และบ่อยครั้งที่ซาตานก้าวหน้าเนื่องจากความไม่รู้ของหลาย ๆ คนที่ได้เผยแพร่คำหลอกลวงว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่ข้อพระคัมภีร์หลักของเราบอกเราว่าเราต่อสู้กับ “…พวกภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน” นี่คือพวกวิญญาณชั่ว

จนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาซาตานและพวกวิญญาณชั่วจะทำทุกอย่างเท่าที่พวกมันสามารถทำได้เพื่อเข้าหาคุณ ทำลายการงานของคุณ และพยายามทำให้คุณผิดหวัง แต่จงอย่ากลัว พวกมันไม่สำคัญ ในพระคริสต์คุณมีชัยชนะเหนือซาตานและพวกสมุนแห่งความมืด พวกมันก็เป็นแค่พวกกบฏ อาละวาดและพยายามที่จะสร้างความหายนะ และทำให้คนที่อนุญาตพวกมันให้ผิดหวัง

นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้และอยู่ในพระคำและรักษาชัยชนะของคุณในพระคริสต์ไว้ พระคัมภีร์กล่าวว่าจง​ต่อ​สู้​กับ​มาร แล้ว​มัน​จะ​หนี​ท่าน​ไป (ยากอบ 4:7) คุณต่อต้านมารได้อย่างไร? ด้วยพระคำ

ไม่ว่าสถานะทางสุขภาพที่ไม่สามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ หรือปัญหาเกี่ยวกับงาน ธุรกิจ หรือครอบครัวของคุณจะเป็นอย่างไร จงกล่าวยืนยันพระคำ! เอเฟซัส 6:13 กล่าวว่า “เพราะ​เหตุ​นี้​จง​รับ​ยุทธ​ภัณฑ์​ทั้ง​ชุด​ของ​พระ​เจ้า​ไว้ เพื่อ​ท่าน​จะ​สา​มารถ​ต่อ​สู้​ใน​วัน​ชั่ว​ร้าย​นั้น และ​เมื่อ​ทำ​ทุก​อย่าง​แล้ว​จะ​ยัง​ยืน​หยัด​อยู่​ได้วันชั่วร้ายคือเมื่อซาตานโยนลูกดอกของมันใส่คุณ มันเป็นวันแห่งวิกฤต วันที่คุณเป็นเป้าหมายของศัตรู วันชั่วร้ายจะมาถึง และมันจะไม่มาเพียงครั้งเดียว แต่ตราบใดที่คุณยังอยู่ในพระคำสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า คุณก็จะได้รับชัยชนะเสมอ!

คุณดำเนินชีวิตและดำเนินการในอาณาจักรแห่งความสว่างที่ซาตานไม่มีโอกาส คุณดำเนินชีวิตอยู่ในชัยชนะและสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ คุณมีบางอย่างที่พวกวิญญาณชั่วไม่สามารถต้านทานได้ นั่นคือพระนามของพระเยซู จงใช้และมีชัยอย่างเปี่ยมไปด้วยพระสิริเสมอ!

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

ฉันดำเนินชีวิตและดำเนินการในอาณาจักรแห่งความสว่างด้วยสิทธิอำนาจเหนือซาตานและพวกลูกสมุนแห่งความมืด ไม่มีอาวุธใดที่ต่อต้านฉันจะจำเริญได้ ฉันดำเนินชีวิตอยู่ในชัยชนะและสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ และความเชื่อของฉันเป็นอาวุธป้องกันตัวจากลูกศรเพลิงของผู้ชั่วร้าย นั่นคือเครื่องมือแห่งชัยชนะเหนือและต่อต้านปฏิปักษ์และความทุกข์ยาก ฉันดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีชัยในพระคริสต์ทุกวัน ฮาเลลูยา!

ศึกษาเพิ่มเติม:ลูกา 10:17-19; ยากอบ 4:7; มัทธิว 10:1


เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ผู้​ตรัส​ว่า​ให้​ความ​สว่าง​ส่อง​ออก​มา​จาก​ความ​มืด ทรง​ส่อง​สว่าง​เข้า​มา​ใน​ใจ​ของ​เรา เพื่อ​ให้​เรา​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ความรู้​ถึง​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า ที่​ปรา​กฏ​บน​พระ​พักตร์​ของ​พระ​คริสต์ (2 โครินธ์ 4:6)

ใน ฮาบากุก 2:14 พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะ​ว่า​พิภพ​จะ​เต็ม​ไป​ด้วยความ​รู้​ใน​เรื่อง​พระ​สิริ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ ดัง​น้ำ​ที่​เต็ม​ทะเล” และข้อพระคัมภีร์ตอนเริ่มต้นของเรากล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าผู้ตรัสว่าให้ความสว่างส่องออกมาจากความมืด ทรงส่องสว่างเข้ามาในใจของเรา…” ความสว่างของพระองค์อยู่ในใจของคุณ หลังจากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่าทำไมความสว่างนั้นจึงอยู่ในใจของคุณ นั่นคือ “…เพื่อให้เรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า ที่ปรากฏบนพระพักตร์ของพระคริสต์”

ข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้สำแดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความรู้เรื่องพระสิริของพระเจ้าจะปกคลุมแผ่นดินโลก ความรู้นี้มาผ่านทางการรู้จักพระเยซูคริสต์และได้ถูกประทานให้แก่เราซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความสว่างของพระองค์ พระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระบิดาว่า “…พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​จริง” (ยอห์น 17:17) ใน ยอห์น 1:9 พระองค์กล่าวว่า “ความ​สว่าง​แท้​ที่​ทำ​ให้​มนุษย์​ทุก​คน​เห็น​ความ​จริง​ได้​นั้น​กำ​ลัง​เข้า​มา​ใน​โลก” พระคำของพระองค์เป็นความสว่างที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อพระคำกล่าวว่า “​พระ​เจ้า​ผู้​ตรัส​ว่า​ให้​ความ​สว่าง​ส่อง​ออก​มา​จาก​ความ​มืด ทรง​ส่อง​สว่าง​เข้า​มา​ใน​ใจ​ของ​เรา” นี่กำลังบอกเราว่าตอนนี้เรามีความสว่างแห่งพระคำของพระเจ้าอยู่ในตัวเราแล้ว

นี่หมายความว่ายิ่งคุณมีความรู้เรื่องพระเจ้ามากเท่าไร คุณก็ยิ่งส่องสว่างมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณรู้จักพระองค์น้อยเท่าไร คุณก็ยิ่งกระจายความสว่างของพระองค์น้อยลงเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่คุณต้องจริงจังกับพันธกิจของพระคำในชีวิตส่วนตัวของคุณ ผ่านทางการศึกษาและใคร่ครวญพระคำ พระสิริก็จะเพิ่มพูนขึ้นในชีวิตของคุณ และคุณก็ยังคงเปล่งประกายด้วยความชอบธรรมของพระองค์

พระเจ้าไม่ได้มีแผนการให้มนุษย์เติบโตขึ้น แล้วก็แก่ และตาย นั่นเป็นผลของคำสาปแช่ง แต่พระเยซูได้นำพระพรมาให้ พระองค์นำสภาพ​อมตะ​มา (2 ทิโมธี 1:10) ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านทางความรู้ของพระเจ้าในพระคริสต์ ยิ่งไปกว่านั้นผ่านทางความรู้นี้ คุณก็จะได้รับการฟื้นฟู สดชื่น และได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่

อธิษฐาน

พระบิดาผู้ทรงชอบธรรม ขอบพระคุณที่พระคำของพระองค์คือความสว่างของข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ใช้นำทางตลอดชีวิต ขณะที่ข้าพระองค์เพิ่มพูนความรู้ในพระคำของพระองค์และใคร่ครวญในสิ่งเหล่านั้น ความเชื่อของข้าพระองค์ก็ถูกปลุกเร้าขึ้น และข้าพระองค์ก็ถูกชี้นำโดยพระวิญญาณให้ขึ้นไปข้างบนและก้าวไปข้างหน้าในชีวิต ในพระนามพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม:มัทธิว 5:15-16; อิสยาห์ 60:2; สดุดี 119:105