วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน     2020                                                                                                                                                                         

มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำพูด
It’s About Words

เพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิด หรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่าน (มัทธิว 12:37)

เหตุผลหลักที่คริสเตียนบางคนไม่เคยเพลิดเพลินกับความงดงาม และพระสิริของการเป็นคริสเตียนก็เพราะพวกเขาไม่เคยเข้าใจความสำคัญของคำพูดอย่างแท้จริง แม้ว่าพวกเขาจะบังเกิดใหม่มานานแล้ว แต่พวกเขาก็ต่อสู้ดิ้นรนเป็นส่วนใหญ่ ในที่สุดภายหลังจากการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำเนินชีวิตคริสเตียนอยู่หลายปีบางคนก็ยอมแพ้ เพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำพูด!

เราดำเนินการในความเป็นจริงของคนที่ถูกสร้างใหม่ผ่านทางคำพูด นี่คือหลักการฝ่ายวิญญาณที่ทำให้เกิดความรอดตั้งแต่แรก “คือ​ว่า​ถ้า​ท่าน​จะ​ยอม​รับ​ด้วย​ปาก​ของ​ท่าน​ว่า​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​เชื่อ​ใน​ใจ​ว่า พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ให้​พระ​องค์​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย ท่าน​จะ​รอด เพราะ​ว่า​การ​เชื่อ​ด้วย​ใจ​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​ชอบ​ธรรม และ​การ​ยอม​รับ​ด้วย​ปาก​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​รอด” (โรม 10:9-10)

ความรอดของเรานั้นเกิดขึ้นเมื่อเราเปล่งเสียงแห่งความเชื่อของเราว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ความรอดคือจุดเริ่มต้นของพระพรทั้งหมดในพระคริสต์ และถ้าหลักการนี้เกิดผลในเรื่องความรอด ก็จะเกิดผลสำหรับทุกสิ่งในพระคริสต์ด้วย

ในระหว่างการปฏิบัติพันธกิจบนแผ่นดินโลก พระเยซูเจ้าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เพราะว่าพระองค์พูดและดำเนินชีวิตอยู่ในคำพูดของพระบิดา ในยอห์น 12:49 พระองค์พูดว่า “เพราะ​เรา​ไม่​ได้​กล่าว​ตาม​ใจ​เรา​เอง แต่​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​เป็น​ผู้​บัญ​ชา​เรา​ว่า​จะ​กล่าว​อะไร​หรือ​พูด​อะไร” ฮีบรู 13:5-6 อ้างอิงถึงหลักการเดียวกัน ซึ่งกล่าวว่า “ให้การสนทนาของท่านปราศจากความโลภ จง​พอใจ​ใน​สิ่ง​ที่​ท่าน​มี​อยู่ เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ตรัส​ว่า เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่านหรือ​ทอด​ทิ้ง​ท่าน​เลย เพราะ​ฉะนั้น​เรา​อาจ​กล่าว​ด้วย​ความ​มั่นใจ​ว่า องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​เป็น​พระ​ผู้​ช่วย​ของ​ข้าพ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​จะ​ไม่​กลัว ใคร​จะ​ทำ​อะไร​กับ​ข้าพ​เจ้า​ได้​เล่า?”

ข้อพระคัมภีร์ที่พึ่งกล่าวไปบ่งบอกว่าคำสารภาพของเราควรสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า เพราะว่าเราเป็นลูกของพระคำ เราดำเนินชีวิตอยู่ด้วยพระคำ จงระลึกถึงพระคำของพระเยซูในตอนเริ่มต้นของเรา เพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิด หรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่านมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำพูดของคุณ นั่นคือคำพูดที่ถูกต้องที่ออกมาจากริมฝีปากของคุณ

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

ด้วยคำพูดที่เป็นประโยชน์และเต็มไปด้วยความเชื่อของฉัน ฉันสร้างสรรค์ชีวิตแห่งชัยชนะและอนาคตที่เต็มไปด้วยพระพร ฉันปรับแต่งชีวิตและอนาคตของฉันให้สอดคล้องกับการจัดเตรียมและลิขิตชีวิตของพระเจ้าสำหรับฉันและทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับฉัน ฉันยึดมั่นในการกล่าวสารภาพด้วยความเชื่ออย่างไม่ลังเล ฉันป่าวประกาศว่าฉันดำเนินชีวิตอยู่ในสุขภาพของพระเจ้า ความอุดมสมบูรณ์เหนือธรรมชาติ และในชัยชนะและความเจริญรุ่งเรืองที่ต่อเนื่อง ในพระนามของพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม:2 โครินธ์ 4:13; มาระโก 11:23


วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2020

ยาเม็ดของความเชื่อ
THE “PILL” OF FAITH

พระเยซูตอบว่าทำไมคุณถึงพูดว่าถ้าช่วยได้’? ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่มีความเชื่อ! (มาระโก 9:23 ฉบับ CEV)

ลองจินตนาการว่าคุณได้รับยาเม็ดและถูกบอกว่าถ้าคุณกินยาเม็ดนี้ ไม่สำคัญว่าจะเป็นความอ่อนแอ ความเจ็บป่วย โรค หรือความเจ็บป่วยชนิดใดที่โจมตีร่างกายของคุณ และไม่สำคัญว่าปัญหานั้นจะอยู่ที่ไหน ยาเม็ดนั้นก็จะทำให้เกิดการรักษา คุณจะตอบสนองอย่างไร? ฉันแน่ใจว่าคุณจะไม่ลังเลที่จะสั่งซื้อยาเม็ดนั้นทันที คุณต้องการที่จะสั่งเผื่อไว้ด้วยซ้ำ

แต่คุณรู้ไหมว่ามียาเม็ดอย่างนี้จริงๆ? มันมีชื่อว่าเม็ดยาแห่ง “ความเชื่อ”! ในมาระโก 9:23 พระเยซูตรัสว่า ถ้าคุณสามารถเชื่อได้ ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่มีความเชื่อ คำว่า “เชื่อ” ตามที่ใช้ในฉบับ King James และฉบับแปลอื่นๆ ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆมันมาจากคำๆเดียวกับคำว่า “ความเชื่อ” แต่เป็นรูปแบบของคำกริยา ความเชื่อเป็นคำนาม และ “เชื่อ” เป็นคำกริยาของความเชื่อ นี่หมายความว่าข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ควรแปลว่า “ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่มีความเชื่อ”

ฉบับ CEV ซึ่งเราอ้างอิงมาในข้อพระคัมภีร์หลักของเราแปลได้อย่างแม่นยำกว่า ซึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่มีความเชื่อ!” ช่างเป็นความมั่นใจจริงๆ! และการอ่านจากข้อที่ 21 ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า “หลายสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าคุณมีความเชื่อ” แต่กล่าวว่า

“ทุกสิ่งเป็นไปได้” หมายความว่าไม่สำคัญว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พระเจ้าได้ให้ฤทธิ์อำนาจแก่คุณในการทำให้ชีวิตของคุณงดงาม คุณสามารถทำสิ่งใดก็ได้และเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ได้ที่ขัดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับคุณด้วยความเชื่อ

เมื่อเหล่าสาวกกลัวและร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซูเมื่อพวกเขาเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน พระคัมภีร์กล่าวว่าพระองค์หันไปมาหาพวกเขาและกล่าวว่า ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​อยู่​ที่​ไหน?” (ลูกา 8:25) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจงใช้ยาเม็ดนั้น! สิ่งนี้สามารถทำอะไรก็ได้ จะไม่มีความสิ้นหวังหรือความหมดหวังในชีวิตของคุณ ถ้าคุณทำให้ความเชื่อของคุณทำงาน ฮาเลลูยา!

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

สาธุการแด่พระเจ้า! ฉันเอาชนะโลกนี้ พร้อมทั้งระบบและโครงสร้างของมันแล้ว ความเชื่อของฉันแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสำหรับความสำเร็จ ชัยชนะ และความมีชัยอย่างต่อเนื่อง! ฉันปราศจากความกลัว เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับฉัน ชีวิตของฉันได้ถูกวางกรอบไว้อย่างต่อเนื่องโดยพระคำของพระเจ้าซึ่งส่งผลให้เกิดการสรรเสริญและพระสิริแด่พระบิดาอย่างเพิ่มพูนขึ้น ฮาเลลูยา!

ศึกษาเพิ่มเติม

มาระโก 11:22-23; กาลาเทีย 3:7; 2 โครินธ์ 4:13

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 1 ปี

 ยอห์น 15:18-16-16 & 1 พงศาวดาร 5-6

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 2 ปี

 1 โครินทร์ 14:31-40 & สุภาษิต 27


วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2020

คริสเตียนไม่สามารถถูกผีสิงได้
A CHRISTIAN CAN’T BE DEMON-POSSESSED

และพระองค์ทรงทำให้เราเป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์ และทรงให้เรานั่งด้วยกันกับพระองค์ในสวรรค์สถานในพระเยซูคริสต์ (เอเฟซัส 2:6)

หลายคนถามว่า “คริสเตียนสามารถถูกผีสิงได้ไหม?” คริสเตียนอาจได้รับอิทธิพลจากวิญญาณชั่ว แต่จริงๆแล้วเขาไม่สามารถถูกผีสิงได้ การที่คริสเตียนจะถูกผีสิงได้หมายความว่าเขาหรือเธอได้ตั้งใจและจงใจที่จะเลิกเชื่อในพระเยซูคริสต์ นั่นคือละทิ้งความเชื่อ

ตามพระคัมภีร์แล้วสภาพดังกล่าวไม่สามารถกู้คืนได้ เพราะว่าบุคคลนั้นเต็มใจมอบตัวเองให้กับซาตาน แต่คริสเตียนที่แท้จริงไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นได้ เพราะว่าเขาเหนือกว่าซาตานไม่ว่าคริสเตียนจะเคยยอมแพ้ต่อการเบียดเบียนของซาตานอย่างไร ในวันที่เขาเองตระหนักและพูดว่า “ไม่” นั่นจะเป็นจุดสิ้นสุดแห่งการควบคุมของซาตานในชีวิตของเขา ยากอบ 4:7 กล่าวว่า เพราะ​ฉะนั้น พวก​ท่าน​จง​นอบ​น้อม​ต่อ​พระ​เจ้า จง​ต่อ​สู้​กับ​มาร แล้ว​มัน​จะ​หนี​ท่าน​ไป

สำหรับคริสเตียนแล้วปัญหาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับผีเข้าสิง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยอมจำนนต่อวิญญาณชั่วที่ทำให้พวกเขาทำสิ่งที่น่ากลัว และในกระบวนนั้นก็ทำลายชีวิตของพวกเขาเอง บ่อยครั้งที่คริสเตียนแบบนี้ไม่มีความรู้ที่เพียงพอในพระคำของพระเจ้าที่จะดำเนินชีวิตแบบอื่น (โฮเชยา 4:6) คริสเตียนนั่งร่วมกับพระคริสต์สูง​ยิ่ง​เหนือ​บรรดา​เทพ​ผู้​ครอง เหนือ​ศักดิ​เทพ เหนือ​อิทธิ​เทพ เหนือ​เทพ​อาณาจักร และ​เหนือ​นาม​ทั้ง​ปวง​ที่​เขา​เอ่ย​ขึ้น (เอเฟซัส 2:4-7; 1:19-21) ฮาเลลูยา!

ถ้าสิ่งที่กล่าวนี้เป็นจริง (และขอบคุณพระเจ้าที่สิ่งนี้เป็นจริง) แล้วทำไมเขาถึงต้องการ “การบำบัดปลดปล่อย” จากซาตาน ไม่ต้องกล่าวถึงการถูกมันเข้าสิงด้วยซ้ำ? แม้ว่าคริสเตียนอาจได้รับอิทธิพลหรือถูกมารเบียดเบียนได้ แต่ทางแก้ก็คือพระคำของพระเจ้า สดุดี 119:130 กล่าวว่า การ​เข้าถึง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​ให้​ความ​สว่าง...” ถ้าคุณได้รับพระคำของพระเจ้า ความสว่างของพระองค์เข้าไป คุณและยอมรับสิ่งนี้ไว้สิ่งนี้ก็จะดีดการปรากฏตัวทุกอย่างของซาตานออกไป นั่นคือความมืดจะถูกขับไล่ออกไป

นี่คือเหตุผลที่การศึกษาและใคร่ครวญพระคำควรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับคุณในฐานะลูกของพระเจ้า จงรู้และดำรงอยู่ในพระคำ และใช้การครอบครองของคุณในพระคริสต์

ถ้อยคำแห่งความเชื่อ

พระคริสต์ทรงถูกยกย่องในตัวฉัน วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย ฉันมีความสว่างแห่งชีวิต ไม่มีความมืดในตัวฉันเลย ฉันเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี สันติสุข ความรัก ความเมตตา และได้รับการเติมให้เต็มด้วยพระวิญญาณอย่างต่อเนื่องขณะที่ฉันเดินในความสว่างของพระคริสต์ ในพระนามพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม

เอเฟซัส 2:4-7

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 1 ปี

 ยอห์น 15:1-17 & 1 พงศาวดาร 3-4

 อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 2 ปี

1 โครินทร์ 14:20-30 & สุภาษิต 26


วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2020

วัฒนธรรมของพระคริสต์
THE CHRIST CULTURE

อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจแล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:2)

ในความเป็นคริสเตียน เรามีวัฒนธรรม นั่นคือวัฒนธรรมของพระคริสต์ หลายคนเข้ามาในพระคริสต์พร้อมกับวัฒนธรรมของตนเองและพยายามหลายวิธีที่จะมีอิทธิพลต่อคริสตจักรด้วยวัฒนธรรมทางโลกของพวกเขา แต่วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวที่เราต้องทำตามและดื่มด่ำคือวัฒนธรรมของพระวิญญาณและพระคัมภีร์ ข้อพระคัมภีร์หลักของเราบอกให้เรารับการเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา (โรม 12:2) นั่นหมายถึงการได้รับวัฒนธรรมจากพระคำ นั่นสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจที่จะทำ

ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงความคิดของคุณด้วยพระคัมภีร์ คุณก็จะมีวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น ในพระคริสต์เรามีวัฒนธรรมของการให้เกียรติและเคารพทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่คนที่เราคิดว่าสมควรได้รับเกียรติเท่านั้น โรม 12:10 กล่าวว่า จง​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง จง​ขวน​ขวาย​ใน​การ​ให้​เกียรติ​กัน​และ​กัน นอกจากนี้ในมัทธิว 5:44 พระเยซูตรัสว่า แต่​เรา​บอก​พวก​ท่านว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่านนี่คือวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งแตกต่างจากโลกนี้

มัทธิว 5:42 กล่าวว่า ถ้า​เขา​จะ​ขอ​สิ่ง​ใด​จาก​ท่าน ก็​จง​ให้ อย่า​เมิน​หน้า​จาก​ผู้​ที่​ต้อง​การ​ขอ​ยืม​จาก​ท่านวัฒนธรรมของเราคือการให้ด้วยความรัก คุณจะไม่หันหลังให้กับคนที่มาขอยืมจากคุณ เราช่วยเหลือและไม่ดูถูกผู้ใดเลย นี่คือวิธีที่พระเยซูดำเนินชีวิต และเราจะเลียนแบบพระองค์ ดังนั้นจงฝึกฝนตัวเองในวัฒนธรรมของพระคริสต์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแห่งความรัก ความเมตตา การให้อภัย และความชอบธรรม

คำอธิษฐาน

พระบิดาที่ทรงล้ำค่า ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพันธกิจของพระคำและพระวิญญาณเพื่อเรียนรู้ พัฒนา และดำเนินชีวิตของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกนี้ นั่นคือชีวิตแห่งความรัก ความเป็นเลิศ ชัยชนะ การครอบครอง และพระคุณขณะที่ข้าพระองค์ศึกษาพระคำ ความคิดของข้าพระองค์ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ให้คิดและเดินในความเป็นจริงในบุคคลที่ข้าพระองค์เป็นในพระคริสต์และสำแดงออกถึงความชอบธรรมของพระองค์อย่างเต็มที่ ในพระนามพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม

ฟิลิปปี 2:5; 2 เปโตร 1:5-8

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 1 ปี

 ยอห์น 14:15-31 & 1 พงศาวดาร 1-2

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 2 ปี

 1 โครินทร์ 14:10-19 & สุภาษิต 25


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2020

ความถ่อมใจในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า
HUMILITY IN SERVING THE LORD

ในทำนองเดียวกัน พวกท่านที่อ่อนอาวุโส ก็จงยอมเชื่อฟังพวกผู้อาวุโส ท่านทุกคนจงสวมความถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกันและกัน เพราะพระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหองแต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ (1 เปโตร 5:5)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฉันได้เห็นคริสเตียนที่มีของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างมาก รวมถึงพันธกรต่างๆที่งานของพวกเขากลายเป็นความว่างเปล่า เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เดินด้วยความถ่อมใจ ไม่ว่าคุณจะมีของประทานมากเพียงใด เมื่อถูกผสมด้วยความเย่อหยิ่งก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า คุณควรปรารถนาว่าไม่ว่าคุณจะถวายสิ่งใดแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าในพันธกิจหรือในการรับใช้พระองค์ สิ่งนั้นก็จะได้รับการยอมรับและชำระให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ทุกสิ่งที่คุณทำในพระนิเวศของพระเจ้านั้นเป็นการถวายให้แก่พระองค์ การรับใช้ของคุณคือเครื่องบูชาที่ถวายแด่พระเจ้า แต่พระเจ้าจะไม่ยอมรับเครื่องบูชาของคุณ ถ้าถูกผสมกับความเห็นแก่ตัวและความโลภ ความหยิ่งทะนง ความเย่อหยิ่ง และความยโสโอหัง ความยิ่งใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ถูกวัดจากผลลัพธ์บางอย่างที่คุณบรรลุหรือประสบความสำเร็จ ข้อพระคัมภีร์ตอนเริ่มต้นของเรากล่าวว่า เพราะพระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจจงถ่อมใจของคุณลง นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องตั้งใจและจงใจฝึกฝน

เมื่อความคิดที่เย่อหยิ่งเกิดขึ้นในหัวใจของคุณ จงขนาบพวกมัน พระคัมภีร์กล่าวว่า ใคร​ยก​ตัว​ขึ้น จะ​ต้อง​ถูก​ทำ​ให้​ต่ำ​ลง ใคร​ถ่อม​ตัว​ลง จะ​ได้​รับ​การ​ยก​ขึ้น (มัทธิว 23:12) ดังนั้นคุณเห็นว่ามันเป็นเรื่องของความถ่อมใจหรือการถูกทำให้อับอาย พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้ที่เย่อหยิ่งและจบลงที่ความต่ำต้อย แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราไปในทิศทางนั้น

จงแก้ไขและชี้นำตัวเองด้วยพระคัมภีร์ ด้วยสติปัญญาของพระเจ้าตลอดเวลา การบังเกิดใหม่คือการบังเกิดอย่างยิ่งใหญ่ และคนที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงนั้นถ่อมใจเสมอ จงเดินอย่างถ่อมใจต่อไป เพราะว่านั่นเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่และเป็นหนทางสู่การสนับสนุนของพระเจ้า

คำอธิษฐาน

พระบิดาที่รัก ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจ อิทธิพล และผลกระทบของพระคำของพระองค์ ความเย่อหยิ่ง ความจองหอง ความหยิ่งยโส หรือการเอาตัวเป็นศูนย์กลางไม่มีที่อยู่ในข้าพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์เดินในความรักและความถ่อมใจและมีประสบการณ์กับความยิ่งใหญ่ที่เพิ่มพูนขึ้นและความก้าวหน้าในชีวิตที่ไม่จำกัด ในพระนามพระเยซู อาเมน

ศึกษาเพิ่มเติม

1 โครินธ์ 13:4-7

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 1 ปี

 ยอห์น 13:31-14:1-14 & 2 พงศ์กษัตริย์ 23-25

อ่านพระคัมภีร์ให้จบใน 2 ปี

 1 โครินทร์ 14:1-9 & สุภาษิต 24